Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - kaidee20

Pages: [1] 2 3 ... 40
1
WHA เปิดตัวคลังสินค้า 'ดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์' รับเคอรี่เป็นลูกค้ารายแรก

บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) เปิดตัวโครงการดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ เทพารักษ์ กม. 21 ครอบคลุมพื้นที่อาคารรวม 400,000 ตร.ม. บนเนื้อที่ 400 ไร่ ซึ่งจะเป็นคลังสินค้าของ WHA ที่ใหญ่ที่สุด และอยู่ใกล้กรุงเทพฯ พร้อมประเดิมต้อนรับลูกค้ารายแรก บริษัท เคอรี่ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ลงนามในสัญญาเช่าคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit ขนาดพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ทำให้เคอรี่ โลจิสติคส์ มีพื้นที่คลังสินค้าที่เช่ากับ WHA ทั้งหมด รวมทั้งสิ้น 18,000 ตารางเมตร

โครงการ ดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ เทพารักษ์ กม. 21 ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ จะเป็นศูนย์โลจิสติกส์แบบมิกซ์ยูส และปลอดอากรที่ให้บริการคลังสินค้าและโรงงานแบบ Built-to-Suit ซึ่งมีพื้นที่ขนาดตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 ตร.ม. เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ผู้ผลิตสินค้า โชว์รูม หรือศูนย์ผึกอบรมต่างๆ

โดยคลังสินค้าของเคอรี่ โลจิสติคส์ลูกค้ารายแรกของโครงการดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์เทพารักษ์ กม. 21 นับเป็นศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ให้บริการสินค้าหลากหลายและเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบันและด้วยทำเลที่ตั้งของโครงการดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ เทพารักษ์ กม. 21 ซึ่งเป็นโครงการคลังสินค้าที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดบนทำเลยุทธศาสตร์ใกล้กับกรุงเทพฯ การเดินทางไปกลับระหว่างคลังสินค้าของเคอรี่กับถนนสายหลัก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าเรือแหลมฉบัง และสถานที่สำคัญอื่นๆ จึงเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย

พื้นที่เช่าคลังสินค้าในสัญญาฉบับนี้ครอบคลุมทั้งหมด 10,000 ตร.ม. และด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและความต้องการบริการจัดส่งที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเปิดคลังสินค้าอัจฉริยะแห่งใหม่พร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการจัดการคลังสินค้าและซัพพลายเชนอย่างทันท่วงทีนั้นได้เป็นไปตามแผนการลงทุนของเคอรี่ โลจิสติคส์ สำหรับปี 65

นายพงศ์ศิริ ศิริธร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เคอรี่ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม Kerry Logistics Network Limited เปิดเผยว่า บริษัทถือเป็นลูกค้ารายแรกของโครงการ ดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ เทพารักษ์ กม.21 ซึ่งเป็นโครงการที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ มีความสะดวกสบายใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และยังอยู่บนถนนสายหลัก ระหว่างคลังสินค้าของเคอรี่ ไปยังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ชลบุรี

สำหรับพื้นที่เช่าคลังสินค้าในสัญญาครอบคลุมทั้งหมด 10,000 ตร.ม. พร้อมให้บริการรองรับกลุ่มลูกค้าแบรนด์เนม กลุ่มแฟชั่น & ไลฟ์สไตล์ เนื่องจากบริษัทประเมินว่า หลังจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ธุรกิจแฟชั่น และไลฟ์สไตล์จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นจะเห็นได้จากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่มีการแพร่รระบาดของโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบ ขณะที่กลุ่มธุรกิจแฟชั่น & ไลฟ์สไตล์ระดับบน ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย และในอนาคตประเทศไทยมีโอกาสเป็นศูนย์รวมแฟชั่นของแบรนด์ระดับโลกมากขึ้น การให้บริการของเคอรี่ โลจิสติคส์ มั่นใจว่าตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในธุรกิจกลุ่มดังกล่าว โดยหากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย คาดว่ากลุ่มธุรกิจแฟชั่น &ไลฟ์สไตล์ จะมีสัดส่วนรายได้เติบโตขึ้นเท่าตัว

'คลังสินค้าใหม่จะเป็น New Fashion Hub ซึ่งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม และสะดวกในการขนส่งสินค้า เป็นคลังสินค้าที่ไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ การเดินทางเข้าใจกลางเมืองก็มีความสะดวกรวดเร็ว น่าจะเป็นโลเคชั่นที่ลูกค้าพึงพอใจ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า แบรนด์เนม ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มลูกค้าแบรนด์เนม หลายรายเริ่มเซ็นสัญญาเพื่อใช้บริการคลังสินค้าแห่งใหม่นี้แล้ว

จากความสำเร็จของการบริหารพัฒนาคลังสินค้าสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และยังได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า แสดงให้เห็นถึงความพร้อม และศักยภาพของบริษัทในการให้บริการคลังสินค้า เป้าหมายของเราคือการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคด้านแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์ระดับโลก และเพื่อทำให้เป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นจริง เคอรี่ โลจิสติคส์ จำเป็นต้องมีคลังสินค้าระดับเวิลด์คลาสเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นสำหรับลูกค้าให้สอดรับกับการเติบโต' นายพงศ์ศิริ กล่าว

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA กล่าวว่า คลังสินค้าแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์นี้จะช่วยให้เคอรี่ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดับบลิวเอชเอ เมกกะ โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ เทพารักษ์ กม. 21 เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดเพื่อมอบบริการเสริมต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ธุรกิจของลูกค้าของเราที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2
RICHY โตสนั่น! ปักหมุดรายได้พุ่ง 65% รับปีเสือทอง ฉลองครบรอบ 20 ปี เสิร์ฟโปรฯเด็ดลด 20% เอาใจลูกค้า เผยศึกษาสินทรัพย์ดิจิทัลต่อยอดธุรกิจอสังหาฯในอนาคต

บมจ.ริชี่เพลซ 2002 (RICHY) ตั้งเป้ารายได้ปี65 โตติดสปริง!ทะยานกว่า 65 % ผลจากการรับรู้ยอดขายรอโอน มูลค่า 2.4 พันล้านบาท พร้อมเสิร์ฟโปรโมชั่นเด็ดโดนใจ ฉลองครบรอบ 20 ปี ลดทันที 20% กระตุ้นกำลังซื้อ หนุนยอดขายคึกคัก ฟากบิ๊กบอส "ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์"ระบุอุตสาหกรรมอสังหาฯสัญญาณดีเริ่มฟื้นตัว กำลังซื้อผู้บริโภคทยอยกลับมาหลังปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โควิด-19 ได้มากขึ้น เดินหน้าเปิด 4 โครงการใหม่ ทั้งแนวราบและแนวสูง มูลค่ารวม 6 พันล้านบาท เผยอยู่ระหว่างศึกษาสินทรัพย์ดิจิทัลต่อยอดธุรกิจอสังหาฯ หนุนอนาคตโตก้าวกระโดด

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY เปิดเผยว่าภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2565 บริษัทฯยังคงสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ประมาณ 65 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจุบันมียอดขายรอโอนในมือกว่า(backlog) 2.4 พันล้านบาท ขณะที่โครงการสร้างเสร็จพร้อมขายกว่า 6.2 พันล้านบาท และหากรวมโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกจะทำให้มีโครงการในมือรวมมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ในปี 2565 จะเป็นปีที่ RICHY ครบรอบการดำเนินธุรกิจมาระยะเวลา 20 ปี เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจ จึงได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ โดยให้ส่วนลดสูงสุดในอัตรา 20% สำหรับลูกค้า ทุกโครงการโดยให้ส่วนลดสูงสุดถึง 1,000,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจ และช่วยสนับสนุนการเพิ่มยอดขายให้กลับมาคึกคัก ผลักดันรายได้ให้เติบโตมากขึ้นอีกด้วย

"สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาฯในปีนี้ ประเมินว่าน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคมเริ่มปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้จะมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น แต่การใช้ชีวิตเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับภาวะปกติ ซึ่งทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจะมากขึ้น แต่เป็นลักษณะการทยอยฟื้นตัวมากกว่า และเชื่อว่าอุตสาหกรรมอสังหาฯได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว"

ดร.อาภากล่าว กล่าวอีกว่า ในปี 2565 บริษัทฯมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการริชตัน พัฒนาการ สวนหลวง โครงการทาวน์โฮม 2 ชั้น สไตล์ยูโรเปี้ยน จำนวน 131 ยูนิต โครงการริชตัน ดอนเมือง เพิ่มสิน เป็นโครงการ ทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 163 ยูนิต และโครงการคอนโดมิเนียมใหม่อีก 2 โครงการ

นอกจากนี้ บริษัทฯได้เปิดช่องทางการรับชำระเงินค่าสินค้าด้วยสกุลเงินดิจิตัล เพื่อนำมาต่อยอดจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังได้รับความนิยม และเป็นที่ยอมรับของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทฯอยู่แล้ว

3
ดัชนีและภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 19 ม.ค. 2565

-- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันพุธ (19 ม.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทรุดตัวลงอย่างต่อเนื่องและเข้าสู่การปรับฐาน (Correction) เนื่องจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐได้ฉุดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างหนัก นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 35,028.65 จุด ลดลง 339.82 จุด หรือ -0.96%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,532.76 จุด ลดลง 44.35 จุด หรือ -0.97% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,340.26 จุด ลดลง 166.64 จุด หรือ -1.15%

-- ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเล็กน้อยในวันพุธ (19 ม.ค.) ขานรับการเปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งของหุ้นรายตัว ขณะที่นักลงทุนไม่สนใจความวิตกเกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น และตัวเลขเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรที่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์

ดัชนี Stoxx Europe 600 ปิดที่ 480.90 จุด เพิ่มขึ้น 1.11 จุด หรือ +0.23%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,172.98 จุด เพิ่มขึ้น 39.15 จุด หรือ +0.55%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 15,809.72 จุด เพิ่มขึ้น 37.16 จุด หรือ +0.24% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,589.66 จุด เพิ่มขึ้น 26.11 จุด หรือ +0.35%

-- ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันพุธ (19 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และกลุ่มสินค้าผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้น อาทิ หุ้นดิอาจีโอและหุ้นยูนิลีเวอร์ ขณะที่นักลงทุนมองข้ามความวิตกเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในอังกฤษ

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,589.66 จุด เพิ่มขึ้น 26.11 จุด หรือ +0.35%

-- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 7 ปีในวันพุธ (19 ม.ค.) หลังเกิดเหตุระเบิดท่อส่งน้ำมันของตุรกี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลำเลียงน้ำมันจากอิรักไปยังตุรกี นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนหลังจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ปรับเพิ่มคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในตลาดโลกปีนี้

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 1.53 ดอลลาร์ หรือ 1.8% ปิดที่ 86.96 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค. 2557

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 93 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 88.44 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2557

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนในวันพุธ (19 ม.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐและรัสเซีย

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 30.8 ดอลลาร์ หรือ 1.7% ปิดที่ 1,843.2 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 2564

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 73.9 เซนต์ หรือ 3.15% ปิดที่ 24.231 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 48.9 ดอลลาร์ หรือ 4.99% ปิดที่ 1,028.4 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมี.ค. พุ่งขึ้น 103.80 ดอลลาร์ หรือ 5.5% ปิดที่ 2008.40 ดอลลาร์/ออนซ์

-- เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (19 ม.ค.) ขานรับการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.พ. หลังจากอังกฤษเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 30 ปี

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.22% แตะที่ 95.5180 เมื่อคืนนี้

เงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3625 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3597 ดอลลาร์ ขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1351 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1328 ดอลลาร์ ส่วนเงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 0.7224 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7185 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 114.24 เยน จากระดับ 114.62 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9153 ฟรังก์ จากระดับ 0.9170 ฟรังก์ นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.2489 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2506 ดอลลาร์แคนาดา

ดัชนี DJIA ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 35,028.65 จุด ลดลง 339.82 จุด, -0.96%

ดัชนี S&P500 ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 4,532.76 จุด ลดลง 44.35 จุด, -0.97%

ดัชนี NASDAQ ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดที่ 14,340.26 จุด ลดลง 166.64 จุด, -1.15%

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,589.66 จุด เพิ่มขึ้น 26.11 จุด, +0.35%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,172.98 จุด เพิ่มขึ้น 39.15 จุด, +0.55%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 15,809.72 จุด เพิ่มขึ้น 37.16 จุด, +0.24%

ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียปิดที่ 60,098.82 จุด ลดลง 656.04 จุด, -1.08%

ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 6,591.98 จุด ลดลง 22.08 จุด, -0.33%

ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดที่ 1,530.33 จุด ลดลง 12.59 จุด, -0.82%

ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปิดที่ 7,261.54 จุด ลดลง 82.42 จุด, -1.12%

ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดที่ 3,283.94 จุด เพิ่มขึ้น 3.90 จุด, +0.12%

ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดที่ 24,127.85 จุด เพิ่มขึ้น 15.07 จุด, -0.062%

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดที่ 3,558.18 จุด ลดลง 11.73 จุด, -0.33%

ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันปิดที่ 18,227.46 จุด ลดลง 151.18 จุด, -0.82%)

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 2,842.28 จุด ลดลง 21.96 จุด, -0.77%

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 27,467.23 จุด ลดลง 790.02 จุด, -2.80%

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 7,332.50 จุด ลดลง 76.30 จุด, -1.03%

ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 7,656.60 จุด ลดลง 79.20 จุด, -1.02%

4
PropertyScout (พร็อพเพอร์ตี้สเก๊าท์) startup อสังหาริมทรัพย์ไทยรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ระดมเงินลงทุนพุ่งทะยานไปกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์ (82 ล้านบาท) ในรอบการลงทุน Pre Series A

PropertyScout (https://propertyscout.co.th/), บริษัท startup ด้านเทคโนโลยีพร็อพเทค ที่กำลังสร้างตลาดสำหรับการซื้อ เช่า และขายบ้านในกรุงเทพฯ ได้ประกาศระดมทุนจากผู้ลงทุนในรอบ Pre-Series A ไปกว่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 82 ล้านบาท นับว่าเป็นยอดที่สูงมากสำหรับธุรกิจ Startup โดยมี Hustle Fund หรือที่รู้จักกันดีในนามกองทุน VC ซึ่งมีพอร์ทการลงทุนกับ Startup ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Hustle Fund เข้าร่วมโดยนักลงทุนที่เป็นที่รู้จักกันในด้านเทคโนโลยีพร็อพเทคหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น

Simon Baker อดีต CEO ของ REA
Marc Stilke อดีต CEO ของ Immobilien Scout24
Brian Ma ผู้ก่อตั้ง Divvy Homes ผ่านโปรแกรมเร่งความเร็ว Iterative ที่โด่งดังของเขา
รวมทั้งนักลงทุนสถาบัน AngelCentral, Swiss Founders Fund และ Asymmetry VC พร้อมด้วยนักลงทุน angel ที่ได้มาเข้าร่วมอีกครั้งจากรอบ Seed
ฃนอกจากนี้ยังมีนักลงทุนที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย ดังนี้ Tim Marbach (Asia Venture Group), Jakob Angele (Foodpanda), Ross Veitch (Wego), JJ Chai (Rainforest, ex Carousell, ex AirBnB), Zenos Schmickrath (ผู้ก่อตั้ง SEA, ex HMlet), Kiren Tanna (Una Brands, ex Rocket Internet) อมฤต เจริญพันธ์ และ โกกุล ราชาราม (DoorDash)

PropertyScout คือ Startup ที่กำลังสร้างตลาดลงทุนในกรุงเทพฯ โดยมุ่งสร้างธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยลดความยุ่งยากและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเช่า การซื้อและการขายบ้าน โดยจากที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีจากหลายฝ่าย

และไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางภาวะตกต่ำของตลาดอสังหาฯ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นี้ แต่ PropertyScout ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาด สำหรับการให้เช่าที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ โดยใช้เวลาเพียง 18 เดือนเท่านั้น ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 15 เท่า เมื่อเทียบจากไตรมาสแรกของปีที่แล้ว จนทำให้ปัจจุบัน PropertyScout กลายเป็นตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอยู่อาศัยชั้นนำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สำหรับพอร์ตการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่มีการปรับปรุงระบบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการให้บริการในกรุงเทพฯ พร้อมมอบประสบการณ์การบริการที่โดดเด่นและดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ เช่า และขายอสังหาริมทรัพย์ สามารถเชื่อมการติดต่อระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และหุ้นส่วนนายหน้า ซึ่ง PropertyScout มีพาร์ตเนอร์มากกว่า 300 ราย ทั้งนายหน้าและที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินภายในของบริษัท โดยใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม PropertyScout ที่ได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ ด้วยเครื่องมือ กระบวนการและข้อมูลเชิงลึกที่เหมาะสม ซึ่งส่วนนี้จะช่วยให้ผู้ซื้อ ผู้เช่า และเจ้าของอสังหาฯได้รับประสบการณ์ด้านบริการที่ตอบโจทย์และผลลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการแบบไม่สามารถหาจากที่ไหนได้

คุณมารีโอ เปง (Mario Peng) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (CEO) และเป็นผู้ก่อตั้ง PropertyScout ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของทางบริษัทว่า "เป้าหมายของเราคือการซื้อ เช่า หรือขายบ้านที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงได้ ซึ่งเราวางแผนที่จะใช้เงินทุนเพื่อปรับปรุงแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท และขยายไปสู่การขายอสังหาริมทรัพย์ เมื่อแพลตฟอร์มและกระบวนการได้รับการปรับปรุงอย่างเหมาะสม และผ่านการตรวจสอบในประเทศไทยแล้ว เราจะสามารถขยายไปสู่ตลาดอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างรวดเร็ว" คุณมารีโอ เปง ซึ่งเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและขายแพลตฟอร์มการเดินทางออนไลน์ที่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ กล่าว เขามีประสบการณ์การทำงานในด้านสถาบันการเงินและไพรเวทอิควิตี้อีกด้วย ซึ่ง PropertyScout มีผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 ท่าน ได้แก่ ดร. มาร์โค บาร์ท (COO, อดีต ImmobilienScout24 และอดีต McKinsey) และ Salita Kamnerdsiri (CSO, ผู้ประกอบการต่อเนื่อง)

สำหรับดร. มาร์โค บาร์ท หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี การจัดการอุปทาน และการวิเคราะห์ธุรกิจ ได้กล่าวถึง PropertyScout ไว้ดังนี้ "นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญของ PropertyScout เราได้สร้าง Stack Technology ที่เป็นกรรมสิทธิ์เพื่อให้เราสามารถให้บริการผู้ค้นหาทรัพย์สินและเจ้าของบ้านหลายพันรายอย่างมืออาชีพในทุกเดือน อีกทั้งเราวางแผนที่จะขยายผลิตภัณฑ์และทีมเทคโนโลยีของเราเป็นสองเท่าในเดือนหน้า พร้อมทั้งขยายการใช้งาน AI ในแพลตฟอร์มของเราเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้และพันธมิตรของเรา พร้อมตั้งเป้าที่จะเป็นแบรนด์ชั้นนำของผู้ประกอบการด้าน Proptech ในปี 2565"

อีกทั้งคุณสลิตา กำเนิดศิริ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการขายและบริการลูกค้า (CSO) ได้เน้นย้ำถึงแผนการเติบโตของ PropertyScout สำหรับอนาคตอันใกล้นี้ ไว้ว่า "จนถึงตอนนี้ PropertyScout ได้มุ่งเน้นที่การปรับกระบวนการเช่าให้เหมาะสม เพื่อมอบบริการที่โดดเด่นแก่ผู้เช่า เจ้าของบ้าน และหุ้นส่วนนายหน้าของเรา และตอนนี้ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว ที่จะใช้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้เราขยายธุรกิจการเช่าให้ถูกหลักมาตรฐานในการขายอสังหาริมทรัพย์"

ซึ่งตอนนี้ทางบริษัทกำลังวางแผนการระดมทุนรอบ Series A เพื่อขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ต่อไป

5
'ลลิล พร็อพเพอร์ตี้' ประกาศแผนธุรกิจปี 65 เตรียมเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง 10 - 12 โครงการ มูลค่า 7,000 - 8,000 ล้านบาท

ลลิลฯ ประกาศแผนธุรกิจปี 2565 เดินหน้าขยายธุรกิจ มุ่งสู่การเป็น National Housing Company และผู้นำของตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบของประเทศ ตั้งเป้าเติบโตโดดเด่นเหนือภาพรวมตลาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยในปี 2565 เตรียมเปิดโครงการใหม่ 10 - 12 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 - 8,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่ 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 7,200 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 10% จากผลงานที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมา

สำหรับผลประกอบการปี 2564 แม้จะเป็นปีที่ต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นหลายระลอก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในวงกว้าง ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยมีการชะลอตัวลงจากปี 2563 ทั้งในแง่อุปสงค์และอุปทาน แต่สำหรับ ลลิลฯ ซึ่งเน้นการทำตลาดแนวราบที่เป็น Real Demand ซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มอื่น ประกอบกับการนำเสนอโครงการที่เข้าถึง Customer Insight อย่างแท้จริง ทั้งการคัดสรรทำเลที่มีศักยภาพ และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆ อย่างมุ่งมั่น ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อช่วงต้นปี 2564

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr.Chaiyan Chakarakul, Chairman of Executive Board, Lalin Property Plc.) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่เกิดรูปแบบการฟื้นตัวที่ขาดสมดุลขึ้น หรือการฟื้นตัวแบบ K-Shaped เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการฟื้นตัวได้ดี โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะกลับมาขยายตัวได้ราว 5.9% จากที่หดตัว 3.1% ในปี 2563 ในขณะที่เศรษฐกิจของอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีการฟื้นตัวที่ช้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยที่ราว 1% จากที่หดตัวถึง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล

สำหรับปี 2565 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3 - 4% ซึ่งถือว่ายังไม่กลับไปสู่ระดับปกติในช่วงก่อนเกิดการะบาด ทั้งนี้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ ตลอดจนการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก นำไปสู่การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากผลกระทบของการระบาด ระดับหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดีภาคอสังหาริมทรัพย์มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 การผ่อนปรนเกณฑ์ LTV จากธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดแนวราบที่ยังได้แรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูงมาเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้ดีกว่าในยุค New Normal

ทั้งนี้มองว่าแม้สภาวะเศรษฐกิจ และสภาวะอุตสาหกรรม ในปี 2565 นี้จะยังไม่เอื้ออำนวยมากนัก แต่บริษัทฯ ยังมีความเชื่อมั่นในแผนกลยุทธ์ การบริหารงาน และความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในตลาดแนวราบของบริษัทฯ จึงมั่นใจว่าจะเป็นอีกปีที่จะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เดินหน้าสู่การเป็น National Housing Company และก้าวสู่การเป็น 1 ใน 5 แบรนด์แรกของผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงราคา 2 - 8 ล้านบาท โดยพร้อมขยายโครงการเพิ่มเติมอีก 10 - 12 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 - 8,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขายสำหรับปี 2565 นี้ไว้ที่ 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 7,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่ทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมาย

ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr. Churat Chakarakul, Managing Director, Lalin Plc.) กล่าวว่า ในปีนี้ ลลิลฯ จะมีการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ด้าน Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีศักยภาพและตรงตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยได้นำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับ Customer Insight เพื่อนำเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์และการบริการที่เข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ รวมไปถึงการยกระดับการบริหารจัดการระบบสารสนเทศภายในองค์กร โดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานในทุกภาคส่วนในองค์กร เพื่อยกระดับสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2565 นี้ จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบที่เป็น Real Demand ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุค New Normal ได้ดีกว่า เพราะมีพื้นที่สีเขียวในการผ่อนคลาย และมีพื้นที่ใช้สอยที่รองรับการใช้ชีวิต ตอบสนองความต้องการในหลากหลายรูปแบบทั้งการ Work from Home และการเรียนผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างมากในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ทั้งในเรื่องความสวยงามด้านการออกแบบ และฟังก์ชันการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ถือเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์รายแรกที่จุดกระแสนิยมในแบบบ้านสไตล์ฝรั่งเศสในประเทศไทยด้วยการออกแบบ French Colonial Style ที่นำความงดงามของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่เรียบหรูมาประยุกต์เข้ากับการสร้างสรรค์ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตสังคมเมือง บนทำเลศักยภาพในราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้

ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ Lalin The Next เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์เพื่อคนไทย พร้อมมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบใหม่ที่ดีกว่า ที่รวม 3 แนวทางหลักเพื่อสร้างการเติบโตจากปัจจุบันสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย Next Dynamic Sustainable การบริหารโดยยึดหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเป็นองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และมองเห็นคุณค่าในการประหยัดพลังงาน มีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ทั้งยังดำเนินกิจการด้วยหลักจริยธรรม ยุติธรรม และโปร่งใส มีการดำเนินกิจการที่ดีเพื่อสร้างผลประกอบการที่ดี โดยมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความยั่งยืนต่อไป ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรต่างๆ รวมถึงตัวองค์กรเองด้วย Next Living Experience มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อลูกค้า เฟ้นหาที่ตั้งโครงการในทำเลศักยภาพ สร้างสรรค์การออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมและดีไซน์ที่ทันสมัยในวิสัยทัศน์แห่ง Trend setter เลือกสรรวัสดุคุณภาพในการก่อสร้างและตอบโจทย์ในเรื่องของฟังก์ชัน สะท้อนทุกๆการใช้ชีวิตในแบบที่ลูกค้าต้องการ พร้อมส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการอยู่อาศัย รวมทั้งใส่ใจการบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตอีกระดับให้กับครอบครัวลลิล โดยได้นำเสนอนวัตกรรมการอยู่อาศัย LI (Lalin Innovation for Living) ที่ครอบคลุม 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.LI-Smart & Security เสริมความสะดวกสบายและระบบรักษาความปลอดภัย 2.LI-Eco System ส่งมอบบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าเพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน 3.LI-Lively & Healthy 'บ้านสุขภาพดี' ให้ความสำคัญต่อเรื่องการถ่ายเทอากาศ การคำนึงถึงทิศทางลมและแสงแดด และคัดสรรวัสดุที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการอยู่อาศัย และ Next Innovative Co-Creation เพราะตระหนักดีว่าสินทรัพย์ที่มีค่าสูงสุดคือ 'บุคลากร' ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในองค์กรอยู่เสมอ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยมีการจัดตั้ง Lalin Academy แหล่งความรู้สนับสนุนบุคลากรในการทำงาน มีการ Training อย่างต่อเนื่อง ทั้ง New Skill, Re-Skill และ Up Skill เป็นการเตรียมพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีการใช้เทคโนโลยี Data Analytics ในการทำงานทั่วทั้งองค์กร ต่อยอดการทำงานในรูปแบบการตลาด Offline สู่ Online ได้เต็มรูปแบบ และทั้งนี้ยังนำมาปรับใช้ในเรื่องการทำงานยุค New normal ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

'ในส่วนภาพรวมสถานะด้านการเงิน กล่าวได้ว่าบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพียง 0.6 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 1.4 - 1.5 เท่า รวมทั้งมีกระแสเงินสดสำรองเพื่อรองรับการขยายธุรกิจอีกกว่า 1,000 ล้านบาท โดยในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรงบในการซื้อที่ดินไว้ประมาณ 1,100 - 1,300 ล้านบาท และพร้อมปรับเพิ่มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจตามแผนงาน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ' นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวสรุป

6
สายน้ำมัน ทนแรงดัน
สายน้ำมัน กระปุกปั้มลอย
สายน้ำมัน คาบูหัวใจ

คลิกที่รูปภาพเพื่อซื้อสินค้า
รวมขนาด


สายน้ำมัน ทนแรงดัน
สายน้ำมัน กระปุกปั้มลอย
สายน้ำมัน รถหัวฉีด

ใช้เป็นท่อส่งผ่านน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ รถบรรทุก เครื่องจักรในเรือ รวมทั้งงานซ่อมบำรุงทั่วๆไป สามารถใช้ได้กับน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล
ยางชั้นใน ยางสังเคราะห์ ทนทานต่อน้ำมันเชื้อเพลิง
ชั้นเสริมแรง เสริมความแข็งแรงด้วยเส้นด้ายสังเคราะห์ทอละเอียด มีความยืดหยุ่นสูง
ยางชั้นนอก ยางสังเคราะห์ ทนต่อโอโซน และความร้อน

คลิกที่ข้อความเพื่อซื้อสินค้า

สายน้ำมันใส แก๊สโซฮอล์

7
สายน้ำมันใส คาบูหัวใจ
สายน้ำมันใส แรงดันสูง
สายน้ำมันใส Yamaha

คลิกที่รูปภาพเพื่อซื้อสินค้า
รวมขนาด


สายน้ำมันใส คาบูหัวใจ
สายน้ำมันใส ทนแรงดัน
สายน้ำมันใส Yamaha

การใช้แรงงาน ใช้เป็นท่อส่งผ่านน้ำมันเชื้อเพลิงจากถังน้ำมันไปสู่หัวฉีดเครื่องยนต์กลไก ทนต่อความร้อนด้านในห้องเครื่องยนต์ สามารถใช้ได้กับไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ E10/E20/E85 น้ำมันเบนซินและก็น้ำมันดีเซล
ยางชั้นใน ยางสังเคราะห์ ทนต่อสารแอลกอฮอล์ที่ผสมอยู่ในเชื้อเพลง และทนต่อการซึมผ่านของน้ำมันได้ดิบได้ดี
ชั้นเสริมแรง เสริมความแข็งแรงด้วยด้ายสังเคราะห์ทอละเอียด มีความยืดหยุ่นสูง
ยางชั้นนอก ยางสังเคราะห์ ทนต่อโอโซนแล้วก็ความร้อน


ท่อยางทนน้ำมันเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมที่ได้รับการขยายเพิ่มเติมโดยยิ่งไปกว่านั้น ตามความเป็นจริงสินค้าท่อทั่วๆไปทั่วไปใช้ยางธรรมชาติยางสไตรีนบิวทาไดอีนหรือยางบิวทาไดอีน ท่อทนน้ำมันประเภทพิเศษสำหรับรถบัสมีวัสดุพิเศษของตนซึ่งใช้ยางนีโอพรีนในตอนที่ท่อทนกรดและอุณหภูมิสูงใช้ยางโพรพิลีนโพรพิลีน, ฟลูออรีนหรือยางซิลิโคน ท่อที่ทำจากยางได้รับตำแหน่งสำคัญในหลายสาขาของชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับน้ำน้ำมันก๊าซและก็จุดมุ่งหมายอื่นๆข้างล่างเป็นท่อทนน้ำมันของเราสำหรับรถบัสคุณภาพดีแล้วก็ราคาไม่แพงยินดีต้อนรับสู่การพิจารณา

คลิกที่ข้อความเพื่อซื้อสินค้า

สายน้ำมันใส คาบูใหญ่

8
 สายน้ำมันใส ปั้มเบรก

คลิกที่รูปภาพเพื่อซื้อสินค้า
6.5 x 10



คลิกที่รูปภาพเพื่อซื้อสินค้า
6.5 x 10



 สายน้ำมันใส ปั้มเบรก

การใช้งานท่อทนสารเคมี ที่ท่อสามารถใช้งานได้มากกว่าสารเคมี แต่ยังสามารถทนต่อน้ำมัน หรือไอน้ำ สารเคมีได้ อยู่ที่ตามคุณลักษณะเนื้อยาง ที่โมเลกุลยางในการสร้างงานให้กระเป๋านท่อที่เป็นยางที่ใช้งานมาตรฐานที่ผู้ใช้งานจริงต้องการ ที่พวกเราเลือกขนาดที่นิยม ในขนาด OD ID ให้ได้เลือกไปใช้งาน เพื่อใช้งานสำหรับการส่งอาการ ของเหลวผ่านระบบท่อจำพวกนี้ หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะนำไปร้อยสำหรับในการคุ้มครองรั่วซึม ก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีความเหนียวนิ่มยืดหยุ่นก้าวหน้า
ขนาด = 5x8MM รูใน X รูนอก (ใส่รถยนต์หัวฉีด ธรรมดา แล้วก็รถคาบูเคเหลี่ยม กลม แดช)
ขนาด = 6.5x10MM รูใน X รูนอก (ใส่กระปุกปั้มลอยได้)
ขนาด = 8x12MM รูใน X รูนอก (คาบูใหญ่ คาบูหัวใจ)

คลิกที่ข้อความเพื่อซื้อสินค้า

สายน้ำมันใส GP


9
'คุโรดะ' ส่งสัญญาณ BOJ ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย เชื่อเงินเฟ้อพุ่งแค่ชั่วคราว

นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ว่า เขาไม่คิดว่า BOJ มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในปัจจุบันหรือหารือเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเชื่อว่า การพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น

'เป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐานซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เกิดจากการใช้จ่ายผู้บริโภค จะพุ่งขึ้นใกล้แตะเป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% ขณะนี้เรายังไม่คิดถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายซึ่งเราใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเราไม่มีการอภิปรายกันในเรื่องเหล่านี้' นายคุโรดะกล่าว

'อัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคจะยังคงอยู่ที่ราว 1% ดังนั้น BOJ จึงไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินในขณะนี้ ส่วนในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ' นายคุโรดะกล่าว
ส่วนในเรื่องค่าจ้างที่สูงขึ้นนั้น นายคุโรดะกล่าวว่า 'เนื่องจากบริษัทเอกชนมีกำไรเพิ่มขึ้น ตลาดแรงงานจึงอาจเผชิญภาวะตึงตัวและนำไปสู่การปรับขึ้นค่าจ้างในระดับปานกลาง นอกจากนี้ รัฐบาลก็กำลังใช้การปฏิรูปภาษีเป็นเครื่องมือสนับสนุนค่าจ้างให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันทางรัฐบาลก็คาดหวังว่าการออมที่เพิ่มขึ้นจะช่วยกระตุ้นการอุปโภคบริโภค ซึ่งปัจจัยบวกเหล่านี้จะช่วยให้ภาคครัวเรือนสามารถรับมือกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นได้

'เราจะยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินจนกว่าจะเห็นค่าจ้างและราคาขยายตัวอย่างยั่งยืน และนำไปสู่วงจรเศรษฐกิจเชิงบวกในวันข้างหน้า' นายคุโรดะกล่าว
สำหรับการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ คณะกรรมการ BOJ มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Ultraloose Monetary Policy) ในการประชุมวันนี้ ซึ่งรวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ประมาณ 0% โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉุดให้ต้นทุนการกู้ยืมอยู่ในระดับต่ำ เพื่อช่วยเหลือบริษัทเอกชนและภาคครัวเรือน

ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจซึ่งเปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการประชุมในวันนี้ BOJ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อประจำปีงบประมาณ 2565 ขึ้นสู่ระดับ 1.1% จากเดิมที่ระดับ 0.9% เนื่องจากราคาพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ BOJ ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2565 ขึ้นสู่ระดับ 3.8% จากเดิมที่ระดับ 2.9% โดยระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจถือเป็น 'หลักฐาน' ที่พิสูจน์ว่าผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มลดน้อยลง

10
SEAC (ซีแอ็ค) กรุยแผนธุรกิจปี 65 กับเป้าหมายอัพสกิล คนไทย 1 ล้านคนใน 3 ปี

ย้ำวิสัยทัศน์ Empower Lives Through Learning ด้วยบทพิสูจน์ความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพคนและองค์กรผ่านการเรียนรู้ และการสร้าง Impact ให้เกิดขึ้นจริงทั้งในระดับสังคมและระดับประเทศ พร้อมเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายอัพสกิลคนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ภายใน 3 ปี
เร่งปรับสกิล 4 กลุ่มคนทำงานยุคใหม่ และ 4 กลุ่มคนองค์กร เสริมแกร่งด้วยทักษะจำเป็นและหลักสูตรคุณภาพชั้นนำระดับโลก เพื่อสร้างการทรานฟอร์มสู่ผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานยุคใหม่
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งในระดับองค์กรและในระดับบุคคล สำหรับภาพรวมทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 65 เรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนราว 3.9% ผ่านแรงขับเคลี่อนหลักมาจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในประเทศ และการลงทุนกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยและองค์กรไทยเติบโตและไปต่อได้ไกลกว่าเดิม SEAC (ซีแอ็ค) เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้กับคนไทยในหลากหลายกลุ่มผ่านการเรียนรู้

ความท้าทายใหม่ที่ยากกว่าเดิม แต่ Empower Lives Through Learning คือ คำตอบ

นางอริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการ SEAC (ซีแอ็ค) องค์กรชั้นนำด้านการพัฒนาศักยภาพองค์กร ผู้นำ และคนทุกระดับ กล่าวว่า "ความท้าทายครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมา SEAC (ซีแอ็ค) ได้เป็นหนึ่งในองค์กรที่ผลักดันและช่วยเหลือให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์กรและคน ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ สู่องค์กรชั้นนำขนาดใหญ่ เพื่อให้คนไทยสามารถเผชิญและก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน ด้วยการสรรหาและสร้างสรรค์หลักสูตร เครื่องมือหรือนวัตกรรมที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าสร้างผลลัพธ์ได้จริง ตลอดจนผสานการเรียนรู้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เรียกว่า Truly-EdTech เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าไปช่วยพลิกโฉมองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนด้วยหลักสูตรกว่า 200 หลักสูตร ผ่านการยกระดับศักยภาพผู้นำและบุคลากรในองค์กร รวมถึงช่วยอัพสกิลรีสกิลทักษะการสอนให้กับครูอาจารย์กว่า 1,000 คน ตลอดจนร่วมสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียนนักศึกษาทุพพลภาพกว่า 30 คนผ่านมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม พร้อมทั้งทำโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพข้าราชการจังหวัดสระบุรีกว่า 50 คนผ่านโครงการ Hi-Pro Saraburi 4.0 เป็นต้น

ทั้งนี้ SEAC (ซีแอ็ค) ได้สร้างสรรค์หลักสูตรการเรียนรู้ที่ทันต่อยุคสมัยให้กับคนไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งยังเป็นเพียงองค์กรเดียวในประเทศไทยที่ได้ลิขสิทธิ์นำหลักสูตรชั้นนำจากพาร์ทเนอร์สถาบันการเรียนรู้ชั้นนำระดับโลกเข้ามาสอนอย่างเป็นทางการ อาทิ หลักสูตรวิธีคิดเพื่อการทำงานร่วมกับผู้อื่น Outward Mindset จาก The Arbinger Institute และ หลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำ (Leadership Development) จาก The Ken Blanchard Companies สำหรับ YourNextU by SEAC ปัจจุบันมียอดสมาชิกกว่า 40,000 ราย และมีกว่า 615 องค์กรที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทรานฟอร์มตนเองและธุรกิจเพื่อก้าวสู่โลกอนาคต ผ่านหลักสูตรการพัฒนาบริหารทีม (E3s Leader Series - Engage Empower Execute) การพัฒนาภาวะผู้นำแบบ Agile Leader และหลักสูตรพัฒนาทักษะอื่นๆ ทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ที่จำเป็นต่อโลกทำงานปัจจุบันและในอนาคต"

ต่อสู้กับความเชื่อ ที่ว่า "การเรียนรู้เป็นเรื่องน่าเบื่อ"

ด้วยประสบการณ์ของ SEAC (ซีแอ็ค) ที่ศึกษาและติดตามพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนไทยมาตลอด 30 ปี ทำให้เข้าใจถึง 5 บริบทส่วนผสมการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่สุดกับคนไทยในยุคนี้ คือ 1) Global Content เนื้อหาคุณภาพและนำไปใช้ได้จริงจากสถาบันชั้นนำระดับโลก 2) Design การออกแบบประสบการณ์และหลักสูตรที่เหมาะสมที่สุดให้กับผู้เรียนและองค์กรธุรกิจบนบริบทของสังคมไทย 3) Technology เทคโนโลยีที่ทำให้การมีส่วนร่วมในหลักสูตรเป็นเรื่องง่าย ทำให้ผู้เรียนสนุกอยากเรียนและเรียนได้อย่างต่อเนื่อง 4) Experienced Trainers ผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและรู้วิธีการถ่ายทอดความรู้อย่างมีพลัง 5) Learning Community สังคมแห่งการเรียนรู้ที่คนหลากหลายความเชี่ยวชาญ ต่างอาชีพ ต่างวัยมารวมกลุ่มเรียนรู้จากกันและกัน โดยในปี พ.ศ. 2565 SEAC (ซีแอ็ค) ยังมุ่งมั่นเดินหน้าตอกย้ำวิสัยทัศน์ Empower Lives Through Learning โดยจะโฟกัสลงไปในทุกๆ ช่วงชีวิต ทุกๆ กลุ่ม และทุกๆ สายอาชีพของคนไทยอย่างหลากหลายมากขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา

WHO & WHY 4 กลุ่มคนทำงานยุคใหม่ ที่ต้องรีบ "Reskill-Upskill" ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง

นางสาวนิภัทรา ตั้งพจน์ทวีผล Product Director, YourNextU by SEAC (ซีแอ็ค) กล่าวว่า "ปัจจุบัน รูปแบบการทำธุรกิจและทักษะที่จำเป็นในการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนไปเร็วมาก การใช้ชุดความรู้เดิม ใช้แนวทางการทำงานแบบเดิมอาจไม่ได้ผลเหมือนเดิมอีกต่อไป เรามองเห็นช่องว่างและความท้าทายของการพัฒนาชุดทักษะใหม่ๆ ของคนหลายกลุ่มซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษาที่แสวงหาทางเดินและอาชีพที่ใช่ พนักงานที่ต้องการความก้าวหน้าท่ามกลางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว เจ้าของกิจการ เพราะทุกชีวิตล้วนอยากให้ตัวเองมีอนาคตที่สดใสมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง คนทำงานยุคใหม่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกันใหม่ๆ เพื่อให้พร้อมเผชิญโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงสูง"

กลุ่มเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ (Young Generation Students) - เสริมชุดทักษะชีวิตที่จำเป็นสำหรับเด็กที่ไม่มีสอนในรั้วโรงเรียน เพื่อติดอาวุธให้เด็กไทยเลือดใหม่ (New Generations) มีพื้นฐานทักษะสำคัญและวิธีคิดที่จำเป็น พร้อมรับมือโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาดแรงงาน (New Generation Workforce) - การผสมผสานทักษะจำเป็นใหม่ๆ ที่ต่อยอดและสร้างโอกาสให้เด็กให้เป็นคนที่มีศักยภาพสูง (High Performance) เพราะเมื่อเด็กกลุ่มนี้ก้าวเข้าตลาดแรงงานจะช่วยผลักดันองค์กรให้เป็น High Performance Organization เลือดใหม่จะช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ วิธีการทำงานใหม่ๆ ในองค์กร
กลุ่มคนที่กำลังมองหาการเติบโตในสายอาชีพที่มั่นคง (Career Transitioning Employees) - SEAC (ซีแอ็ค) ได้คัดสรรหลักสูตรผ่านการเป็นพันธมิตรกับสถาบันชั้นนำจากต่างประเทศ อาทิ SimpliLearn ในการออกแบบหลักสูตรที่เหมาะกับโลกการทำงานปัจจุบัน สำหรับกลุ่มคนที่กำลังมองหาการเติบโตในอาชีพเดิมหรือต้องการหาอาชีพใหม่ที่มั่นคง
กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (Entrepreneurs & SMEs) - วิกฤตที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความสะบักสะบอมของธุรกิจ SMEs ที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง SEAC (ซีแอ็ค) ต้องการช่วยองค์กร SMEs ทั้งหลายให้ผ่านพ้นวิกฤติเหล่านี้ไปให้ได้ ผ่านหลักสูตรและคอมมูนิตี้สำหรับผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ที่เน้นการเรียนรู้ต่อยอดประสบการณ์ทางธุรกิจระหว่างเจ้าของกิจการด้วยกัน แนวคิดและหลักสูตรการบริหารธุรกิจ รวมถึงเทคนิคการบริหารคนที่สร้างธุรกิจให้เติบโต ที่ย่อยมาแล้วจากต่างประเทศให้ตรงกับบริบทคนไทย
WHO & WHY 4 กลุ่มคนในองค์กรที่ต้องเร่งปรับตัว ผลักดันองค์กรสู่ความสำเร็จ

นายบุญชัย พงศ์รุ่งทรัพย์ Product Director, SEAC (ซีแอ็ค) กล่าวว่า "ต่อจากนี้ องค์กรทุกขนาดกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าการทรานฟอร์มองค์กรแล้ว แต่จะเป็นการทรานฟอร์มในวิธีคิด ทักษะและรูปแบบการทำงานของบุคลากรทุกระดับในองค์กร เพื่อยกระดับความสุขและประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น ให้สามารถเดินหน้าสร้างผลลัพธ์แห่งความสำเร็จขององค์กร

เหตุผลที่แต่ละกลุ่มคนในองค์กรต้องปรับเพื่อเปลี่ยนให้ทันความเปลี่ยนแปลง

กลุ่มคนที่มีความสามารถและมีความสำคัญขององค์กร (Talent) - ปกติแล้วนั้นในหนึ่งองค์กรจะมี Talent เพียงแค่ 10 - 15% เท่านั้นที่ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ส่วนใหญ่ให้กับธุรกิจ ซึ่งหากองค์กรเร่งความเร็วในการพัฒนาทักษะและผลิต Talent จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงได้ทัน และผลักดันธุรกิจไทยให้ได้มาตรฐานระดับโลก
กลุ่มผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร (Changemaker) - จากการผนึกพันธมิตรกับองค์กรชั้นนำของโลกอย่าง J2N Global และทักษะที่ได้ทำการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้จริง วิ่งไปถึงวิธีคิดของคน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ เรื่อง เพราะการเปลี่ยนแปลงองค์กรนั้นจะไม่สามารถสำเร็จได้เลยหากไม่มีผู้ริเริ่ม การที่องค์กรจะสามารถเพิ่มเรื่องนวัตกรรมได้ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างรวดเร็วให้ล้อกับกระแสการเปลี่ยนแปลง
ผู้นำทุกระดับขององค์กร (Leaders at all levels) - การหยอดทักษะพัฒนาให้ผู้นำที่มีลูกน้องทุกระดับขององค์กรมีภาวะผู้นำที่ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่ง SEAC (ซีแอ็ค) ทำอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ผ่านการออกแบบหลักสูตรที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว ที่เราได้เป็นตัวแทนเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทย ร่วมกับสถาบันระดับโลกอย่าง The Ken Blanchard Companies ที่จะช่วยทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดการทำน้อยแต่ได้ผลลัพธ์มาก (Do less get more)
ผู้บริหารองค์กรทั้งในส่วนภาครัฐและเอกชน (Executives) - SEAC (ซีแอ็ค) อยากช่วยให้ผู้บริหารและกลไก เศรษฐกิจไทยวิ่งไปข้างหน้าได้ในระดับมหภาค ผ่านหลักสูตรที่ถูกคัดเลือก เลือกสรรและออกแบบที่ทำร่วมกันกับสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ Michigan's Ross School of Business, Stanford Center for Professional Development และ IMD เป็นต้น
"SEAC (ซีแอ็ค) ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง "โอกาส" และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ภายใน 3 ปีผ่านการเรียนรู้ ให้สามารถเลือกใช้ชีวิตได้ดีขึ้น เดินต่อไปได้ไกลขึ้น มีอนาคตที่สดใสและสมบูรณ์แบบมากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม ภายใต้วิสัยทัศน์ Empower Lives Through Learning" นางอริญญา กล่าวสรุป

11
ลาซาด้าเอาใจนักทำคอนเทนต์ จัดแคมเปญ Camera Super Sales จะสแนปรูปทริปไหนก็มีตัวช่วยไปด้วยทุกที่

เชื่อว่าเปิดปีใหม่มาในเดือนแรก หลาย ๆ คนคงมีแพลนไปเที่ยวในปี 2022 ยาวเป็นหางว่าวกันแล้ว แต่การไปเที่ยวในแต่ละครั้งก็ต้องอยากเก็บโมเมนต์ไว้กลับมาดูเสมือนเป็นไดอารี่ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น วิวทิวทัศน์ ธรรมชาติตามสองข้างทาง หรือจะสแนปเพื่อนร่วมทริปเป็นคอลเลคชันเก็บไว้ดูต่างหน้าเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดีไปอีกแบบ แต่การจะให้ทริป ๆ หนึ่งเกิดขึ้นทั้งทีคงต้องมีหลายปัจจัยที่นักเดินทางจะต้องวางแพลนดี ๆ ทั้งเรื่องสถานที่, ค่าใช้จ่าย, เพื่อนร่วมเดินทาง รวมไปถึงการเลือกกล้องมาเก็บ Candid shots ให้ทริปนั้น ๆ เป็นที่น่าจดจำไปอีกนานเลยทีเดียว ไล่มาตั้งแต่กล้องดิจิทัลสำหรับถ่ายภาพคมชัด รวมไปถึงเลนส์ประเภทต่าง ๆ หรือจะเป็นกล้องวินเทจที่กลับมาฮิตเป็นที่สุดในยุคนี้อย่างกล้องฟิล์มก็ตอบโจทย์ รวมไปถึงกล้องโพลารอยด์ที่ได้รูปแบบเรียลไทม์สุด ๆ ใครกำลังจัดทริปออกนอกเมืองไปรับพลังธรรมชาติ หรือจะ One day trip รอบกรุงแบบเว้นระยะห่างรีบเตรียมตัวไว้ได้เลย!

ลาซาด้าขอเป็นตัวแทนสายทำคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็น Travel blogger , Influencers, สาย Cafe hopping หรือ Travelers สายเริ่มต้นเล่นกล้องมือสมัครเล่น มาแชร์ทริกสั้น ๆ กับ 5 สเต็ปในการออกทริป รวมไปถึงการเลือกกล้องให้เหมาะกับกิจกรรม ที่จะทำให้ทริปท่องเที่ยวในฝัน กลายเป็นทริปสุดปัง ได้ทั้งโมเมนต์ดี ๆ แถมคอนเทนต์โดน ๆ มาอวดเพื่อนในโซเชียลกันอีกเพียบ จะมีทริกอะไรบ้างตามไปดูกันเลย!

1. เริ่มแรก! เลือกสถานที่ หรือ Locations ในใจที่อยากไป

จะจัดทริปทั้งที ควรเลือกจุดหมายปลายทางให้ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคล สำหรับใครที่อยากจะไปเก็บภาพวิวธรรมชาติ ช่วง Golden Hour เวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตก ควรจะเลือกไปภูเขา หรืออุทยานแห่งชาติต่าง ๆ หรือใครอยากจะไปพักผ่อนทำคอนเทนต์ เพื่อความบันเทิงลงสตอรี่ หรือ ทำ Reels ในโซเชียลมีเดีย ควรเลือกสถานที่ที่คนไม่แออัดมาก เพื่อป้องกันตัวเองและคนรอบข้างในช่วงนี้เช่นกัน เช่น Outdoor Cafe หรือ สวนดอกไม้น่ารัก ๆ ก็ตอบโจทย์

2. กำหนดค่าใช้จ่าย หรือวางแพลนคร่าวๆ

เรียกได้ว่าขั้นตอนนี้ ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญเลยทีเดียว เพราะจะช่วยกำหนดค่าใช้จ่ายและแพลนการเดินทางได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นค่าโรงแรม ค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หากบริหารดี ๆ ได้ราคาประหยัดก็อาจจะใช้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลในการชวนเพื่อนมาร่วมทริปได้คนมาช่วยหารค่าใช้จ่ายอีกด้วย เพราะค่าใช้จ่ายในการออกทริปก็ถือเป็นเรื่องสำคัญในการตัดสินใจ พอถึงทริปจริงก็อาจจะตั้งค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ได้ตกลงกันไว้ พอจบทริปก็นำค่าใช้จ่ายส่วนต่างมาหักแบ่งกัน ไม่มีหมกเม็ด

3. เริ่ม Survey ชวนผู้ร่วมทริปฟอร์มเป็นแกงค์

การชวนเพื่อนร่วมเดินทาง ถือเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในลำดับต้น ๆ เลยทีเดียว เพราะไลฟ์สไตล์ของผู้ร่วมทริปและสถานที่ท่องเที่ยวต้องมีความสัมพันธ์กัน เช่น บางคนอาจจะเป็นสายชิลรักธรรมชาติ การออกทริปแบบตั้งแคมป์ก็ตอบโจทย์ หรือสำหรับบางคนชอบทะเล ใช้ชีวิตสโลวไลฟ์ ถ้าได้เอนหลังบนเตียงผ้าใบกับหนังสือซักเล่มก็ฟินแล้ว เพราะถ้าสถานที่และกิจกรรมที่แพลนไว้ไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์กับผู้ร่วมทริป การไปเที่ยวอาจจะไม่ใช่โมเมนต์ที่น่าจดจำเท่าไหร่ มากไปกว่านั้นการแชร์ค่าใช้จ่ายที่คำนวนไว้คร่าว ๆ ก็ยังช่วยประกอบการตัดสินใจให้เพื่อนร่วมทริปรีบ Say YES! อีกด้วย

4. วางแพลนกิจกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงจัดเตรียมของใช้หรือเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสถานที่

เรียกได้ว่าการวางแผนการเดินทาง จะต้องใช้ความละเอียดและทำการบ้านเพิ่มเติมในการรีเสิร์ชหาข้อมูลของสถานที่นั้น ๆ เช่นเวลาเปิดและปิดของร้านอาหาร cafe หรือจุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ที่เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการเช็คสภาพอากาศในช่วงเวลาที่เราจะเดินทาง สำหรับเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ให้แมทช์กัน แต่สำหรับสายทำคอนเทนต์ตัวยงแนะนำให้เลือกเสื้อผ้าตรงตามโทนของสถานที่ เช่น ทุ่งดอกไม้ อาจจะเลือกเป็นแนวโทนสีพาสเทล อีกหนึ่งอย่างที่ควรเตรียมไว้คือยาสามัญประจำบ้านเอาไว้เผื่อในกรณีฉุกเฉินด้วยเช่นกัน เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้เมารถ หรือ ยาแก้ปวดท้อง เป็นต้น และสำคัญที่ต้องไม่ลืมสำหรับการเที่ยวในยุคโควิด หน้ากากอนามัย และสเปรย์แอลกอฮอลล์ ที่ควรพกไว้ให้อุ่นใจ

5. แพคของเตรียมตัวเดินทางพร้อม Check lists ไอเทมที่ต้องพกไปด้วย สำหรับนักทำคอนเทนต์

มาถึงขั้นตอนสุดท้ายหลังจาก วางแพลนชวนเพื่อนร่วมทริปและกำหนด Budget กันแล้ว อย่าลืมไอเทมในการเก็บโมเมนต์อย่างกล้อง หรือเลนส์ขนาดต่าง ๆ รวมไปถึงเมมโมรี่การ์ด สายชาร์จ ขาตั้งกล้อง ฯลฯ ที่ใช้สำหรับเก็บภาพด้วย ไหน ๆ จะออก ทริปทั้งทีมารู้จักประเภทของกล้องกันคร่าว ๆ สำหรับการเลือกใช้ให้ถูกต้องกัน!

กล้องดิจิทัล หรือ DSLR: เป็นกล้องสำหรับนักถ่ายภาพมืออาชีพตัวยง ที่มีโหมดออโต้และระบบแมนนวลในการตั้งค่าต่าง ๆ ได้เอง เพื่อช่วยให้ภาพโฟกัสได้เร็วขึ้น และแม่นยำ รวมไปถึงสามารถเปลี่ยนเลนส์ให้เหมาะสมกับสถานที่ได้ เช่น เลนส์ Wide ที่ใช้ในการถ่ายภาพมุมกว้าง เช่น วิว ภูเขา และตึกสูงในเมือง และเลนส์ที่ช่วยถ่ายภาพในระยะไกลที่เราต่างคุ้นหูกันในชื่อ เลนส์ Tele สายเล่นกล้องคนไหนมีงานอดิเรกเป็นการถ่ายภาพ วิวต่าง ๆ แนะนำกล้องดิจิทัลติดไปทุกทริป รับรองหยิบกล้องมารัวชัตเตอร์ไม่ยั้งแน่นอน
กล้องฟิล์ม: ถัดมากับกล้องฟิล์มที่มีวิวัฒนาการการใช้มาตั้งแต่ในอดีตกว่า 100 ปี แล้ว ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยกล้องดิจิทัลที่เราทุกคนต่างคุ้นชินกัน โดยเสน่ห์ของกล้องฟิล์ม คือการกดชัตเตอร์ถ่ายลงฟิล์มม้วนแล้วค่อยนำไปล้างตามร้านต่าง ๆ ซึ่งจะต่างจากกล้องดิจิทัลที่ไม่เราสามารถกดย้อนกลับมาดูรูปที่ถ่ายไปแล้วได้ ให้ความรู้สึกลุ้น ๆ กับรูปที่จะออกมาไปอีกแบบ ใครมีแพลนจะออกทริปแต่ไม่อยากพกกล้องหนัก ๆ กล้องฟิล์มหนึ่งตัวก็ตอบโจทย์อยู่ คลาสสิคสุด ๆ ได้คอนเทนต์ไว้โพสทั้งปี
กล้อง Mirrorless: เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของกล้องดิจิทัล ที่มีน้ำหนักเล็กและเบากว่าหลายเท่าตัว พกพาสะดวก สำหรับสาย Cafe Hopping ที่ต้องการรูปที่คมชัดแถมส่งรูปผ่าน Wifi ได้อีกด้วย หากไม่อยากพกกล้องดิจิทัลตัวใหญ่ ๆ แนะนำกล้อง Mirrorless เลย แต่แอบแนะนำให้พกแบตเตอรี่สำรองไว้เผื่อให้อุ่นใจ จะได้ไม่พลาดชอตสำคัญ
กล้อง Compact: สำหรับใครที่ไม่ชอบความซับซ้อนในการตั้งค่าโหมดของกล้องต่าง ๆ แนะนำเป็นกล้องคอมแพคที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับคนที่อยากได้รูปภาพที่มีคุณภาพชัดมากกว่าโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ถึงขนาดชัดเท่ากล้องดิจิทัล ติดตัวไว้เก็บภาพความทรงจำระหว่างทริปก็ปังอยู่นะ
กล้องโพลารอยด์: สุดท้ายสำหรับกล้องที่สามารถผลิตรูปมาทำคอนเทนต์ได้แบบเรียลไทม์สุด ๆ คงหนีไม่พ้น กล้องโพลารอยด์ เพราะเพียงแค่ตั้งค่าโหมดที่จะถ่ายได้ง่าย ๆ พอกดชัตเตอร์แล้วรอรูปออกมา สามารถนำมาโพสผ่านโซเชียลมีเดียกันได้เลย แอบกระซิบเดี๋ยวนี้ฟิล์มโพลารอยด์มีหลากสไตล์ให้เลือกแบบจัดเต็ม
เรียกได้ว่าจะจัดทริปเที่ยวไหน ไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร ถ้ารักในการทำคอนเทนต์หรืออยากเก็บโมเมนต์ดี ๆ ไว้เป็นไดอารี่ความทรงจำ ลาซาด้าจัดมาให้แล้วในแคมเปญ Camera Super Sales พร้อมส่งดีลจัดหนักกับสินค้าลดสูงสุดกว่า 80% ยังไม่พอแค่นี้! ยังมีคูปองลดเพิ่มสูงสุดถึง 1,500 บาท มาให้สายเล่นกล้องและขาช้อปได้ช้อปแบบจุใจตลอดแคมเปญ ระหว่างวันที่ 20 -22 มกราคม 2565 นี้ ใครมีแพลนจะไปทริปช่วงต้นปีมาจัดกล้อง stand by ไว้ให้พร้อม

12
    รับจำนำแบรนด์เนมแท้ ในขณะนี้กระแสของการใช้กระเป๋าแบรนด์เนมมือสองได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง มีร้านขายของแบรนด์เนมมือสองเปิดตัวกันเยอะมาก ทั้งยังร้านเล็ก ร้านใหญ่ ทั้งกระเป๋าแบรนด์เนม เสื้อผ้าแบรนด์เนม กระทั่งนาฬิกาแบรนด์เนม ด้วยเหตุนั้นการจะหาร้านขายแบรนด์เนมมือสอง หรือ ร้านค้ารับซื้อแบรนด์เนม แม้กระทั้งร้านรับจำนองแบรนด์เนม จึงไม่ใช่เรื่องยาก รับจำนำแบรนด์เนมแท้แต่ว่าสิ่งที่ยากคือการหาร้านดีๆมีคุณภาพ รวมทั้ง มาตรฐานสักร้านค้า



 สามารถอ่านรายละเอียดได้ตามนี้ >> รับจำนำกระเป๋าแบรนด์เนม http://www.iplusbrandname.com/

     โดยเฉพาะแม้คุณเป็นขาช็อปกระเป๋าแบรนด์เนมที่ชอบด้านการซื้อ-ขาย กระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง วิธีการสำหรับเลือกซื้อ-ขายกับร้านที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ย่อมดีกับสายช็อปอย่างพวกเราจริงไหมขา เพราะนอกจากจะมั่นอกมั่นใจได้แล้วว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเป็นแบรนด์เนมของแท้ และ รับจำนำกระเป๋าแบรนด์เนม ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมแล้ว ถ้าคุณปรารถนาขายกระเป๋าแบรนด์เนมของคุณเองก็สามารถมั่นอกมั่นใจได้อีกว่า ราคาที่ประเมินออกมานั้นยุติธรรม ผิดกดราคา และ กระเป๋าแบรนด์เนมหรือลูกๆของพวกเราจะได้รับการดูแลอย่างยอดเยี่ยมนั่นเองค่ะ รับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง

     รับจำนำแบรนด์เนมแท้ ฉะนั้นวันนี้ iplusbrandname ร้านเรารับซื้อแบรนด์เนมแท้-ฝากขายกระเป๋าแบรนด์เนม รับจำนำกระเป๋าแบรนด์เนม รวมทั้งรับจำนองกระเป๋าหลุยส์ จึงขอนำกลเม็ดการเลือกร้านค้าซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม-ฝากขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองที่มีคุณภาพนิดๆหน่อยๆมาฝากกัน ว่าควรที่จะเลือกมองร้านค้าแบรนด์เนม เลือกตรึกตรองก่อนค้าขายแบรนด์เนม-ฝากขายแบรนด์เนมจากตรงไหนดี





   - เป็นร้านแบรนด์เนมที่มีหน้าร้านค้า
อย่างแรกๆที่นักช็อปอย่างพวกเราควรจะคิดถึงเป็น ร้านค้ากระเป๋าแบรนด์เนมมือสองนั้นมีหน้าร้านค้า เพราะนอกจากเราจะสามารถเข้าไปเพื่อมองผลิตภัณฑ์จริง หรือ เอากระเป๋าแบรนด์เนมมือสองไปประเมิที่ราคาได้ถึงร้านค้าแล้ว ในกรณีที่คุณอยู่ไกลไม่สบายในการเดินทางมาก็ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าร้านค้ามีตัวตนอยู่จริง สามารถทำซื้อ-ขายแบรนด์เนมได้อย่างมีความสุข หายห่วงนั่นเองค่ะ หรือ ถ้าหากเป็นร้านค้าที่ไม่มีหน้าร้านจะต้องเป็นร้านค้าที่สามารถนัดพบเพื่อมองสินค้า และก็ ประเมิที่ราคากันได้ หรือ ถ้าคุณสบายการใช้บริการทางออนไลน์ก็ควรจะเลือกร้านค้าที่มีการรีวิวที่ดีจากลูกค้า รวมทั้ง มีความน่านับถือ รับซื้อสินค้าแบรนด์เนม

   - เป็นร้านค้าแบรนด์เนมที่มีเจ้าหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกระเป๋าแบรนด์เนมแท้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านที่มีข้าราชการเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ หรือ มีประสบการณ์สำหรับในการปฏิบัติงานกับกระเป๋าแบรนด์เนม ย่อมน่าไว้วางใจมากกว่าจริงไหมคะ เพราะว่า กระเป๋าแบรนด์เนมแต่ละแบรนด์ แต่ละรุ่น แต่ละใบก็มีวิธีการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ราคา รวมทั้ง ความปรารถนาของตลาดที่แตกต่าง โดยเหตุนี้หากคุณได้ซื้อแบรนด์เนมแท้-ฝากขายกระเป๋าแบรนด์เนมกับร้านที่มีผู้เชี่ยวชาญแบรนด์เนมอยู่ ก็มั่นอกมั่นใจได้เลยว่าผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมที่คุณจะได้ไปนั้นจะได้รับการดูแลอย่างดี รวมทั้งราคายุติธรรมทั้งยังซื้อ ทั้งยังขายแน่นอน รับจำนำกระเป๋าแบรนด์เนม

   - มีบริการครบวงจร และ สบายต่อการใช้บริการ
ข้อท้ายที่สุด คือควรจะเป็นร้านที่มีบริการครบวงจร รวมทั้ง สะดวกต่อการใช้บริการ บางทีอาจจะเป็นร้านที่อยู่ใกล้บ้าน ใกล้สถานที่ทำงาน สามารถเดินทางไปดูผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมจริงได้เอง หรือ ถ้าคนไหนกันแน่ไม่สะดวกเดินทาง เดี๋ยวนี้ก็มีร้านของกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองที่ให้บริการทางออนไลน์ ก็สามารถเลือกใช้บริการตามสบาย แต่ว่าที่สำคัญเป็น เป็นร้านที่มีบริการพร้อมเพราะเหตุว่าอย่าลืมว่า กระเป๋าแบรนด์เนมนั้นจะต้องมีการบำรุงรักษา หรือ การทำสปาเมื่อใช้ไปได้ซักระยะ ด้วยเหตุนี้แม้ร้านค้าที่พวกเราซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองนั้นมามีบริการทำสปาด้วย เราก็ส่งไปทำสปาได้ แถมเชื่อมั่นได้ว่าเขาจะรู้จักกระเป๋าเราแล้วก็ทราบกรรมวิธีรักษาอย่างดีเยี่ยมนั่นเองค่ะ รับซื้อสินค้าแบรนด์เนม





และทั้งยัง 3 แบบนี้คือเคล็ดลับการเลือกร้านค้ารับซื้อแบรนด์เนมแท้-ฝากขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองที่มีคุณภาพ ที่ iplusbrandname นำมาฝากสหายๆกันวันนี้ รับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองผู้ใดที่กำลังมองหาร้านค้าซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง-ฝากขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองอยู่ก็สามารถนำกลเม็ดของพวกเราไปปรับใช้ได้ตามความสะดวกเลยนะคะ


และก็สำหรับคนใดกันแน่ที่ยังมองหาร้านรับซื้อแบรนด์เนม ร้านรับจำนองแบรนด์เนม หรือแม้กระทั้งฝากขายกระเป๋าแบรนด์เนมมือสองอยู่ iplusbrandname เรารับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนม/ฝากขายกระเป๋าแบรนด์เนม/ รับจำนำผลิตภัณฑ์แบรนด์เนม ของจริงด้วยจ้ะ รับซื้อกระเป๋าหลุยส์ รับซื้อกระเป๋าชาแนล รับซื้อกระเป๋าแอร์เมส รับซื้อกุชชี่ ฯลฯ รับซื้อกระเป๋าไม่ยั้ง คุยง่าย โอนไว เร็วไว ให้ราคาสูง จ้ะ ทางพวกเรายินดีให้บริการจ้ะ รับซื้อแบรนด์เนม สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่

Line :  @iplusbrandname
FB : iplusbrandname
IG : iplusbrandname
TEL : 094-9644789
กดแอดไลน์แอท : @iplusbrandname

 
     รับซื้อแบรนด์เนม  |  รับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง  |  รับจำนำแบรนด์เนมแท้  |  รับจำนำกระเป๋าแบรนด์เนม  |  รับซื้อสินค้าแบรนด์เนม

 ที่มา บทความ รับจำนำกระเป๋าแบรนด์เนม http://www.iplusbrandname.com/

13
อุปกรณ์ออกกำลังกาย HOME GYM และ COMMERCIAL ราคาถูกและได้คุณภาพ

อุปกรณ์ออกกำลังกาย อุปกรณ์ฟิตเนส Home Gym และ  Commercial  ราคาถูกและได้คุณภาพ อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการออกกำลังกายที่เหมาะมากกับการใช้ภายในบ้านช่วง Work from home ช่วงนี้นะครับ เครื่องออกกำลังกายและอุปกรณ์ฟิตเนส อุปกรณ์กีฬาหลากหลายประเภทครบวงจร แข็งแรงทนทาน รับประกันคุณภาพ ในปัจจุบันนี้กระแสการรักสุขภาพกำลังมาแรงเป็นอย่างมาก จึงทำให้การเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกายได้รับความนิยมจากกลุ่มคนจำนวนมาก ซึ่งทำให้หลายๆคนตัดสินใจซื้ออุปกรณ์กีฬาหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการออกกำลังกายไว้ใช้เองภายในบ้าน เนื่องจากนอกจะได้ความแข็งแกร่ง ได้สุขภาพที่ดีนั้น ยังนำไปสู่เรื่องของความสวยความงามของรูปร่างอีกด้วย แต่ทุกท่านอาจยังไม่ทราบวิธีการเลือกซื้อเครื่องออกกำลังการดีๆสักเครื่องนึงไว้ที่บ้านนั้น ควรดูองค์ประกอบอะไรบ้าง ซึ่งในบทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจในเรื่องนั้นกันอย่างถ่องแท้เลยทีเดียว บอกได้เลยคุ้มค่าอย่างแน่นอน

Facebook : CCT Fitness นำเข้าเครื่องออกกำลังกาย
Tel: 089-750-7380
สนใจชมตัวอย่างสินค้า >> https://goo.gl/maps/RBNaNTLmk8LD3T2A8 

14
UPA คาดผลงานปี 65 นิวไฮ รุกขยายธุรกิจโรงไฟฟ้า-อสังหาฯ-คริปโทฯ เต็มรูปแบบ

นายวิชญ์ สุวรรณศรี รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย (UPA) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 65 บริษัทฯ จะขยายการลงทุนในทุกธุรกิจอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบทั้ง ธุรกิจพลังงานในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโตให้กับธุรกิจ และเพิ่มยอดรายได้และกำไรให้แข็งแกร่ง โดยในปีหน้าคาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการทยอยรับรู้รายได้จากผลตอบแทนในการลงทุนในโครงการต่างๆตลอดปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีการเตรียมความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต โดยได้ระดมทุนผ่านการเพิ่มทุนเสนอขายหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งคาดว่าจะได้รับเงินเข้ามาเพิ่มสภาพคล่อง ประมาณ 900 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 1/65 โดยบริษัทฯ จะนำมาลงทุนในการขยายโครงการที่มีอยู่แล้ว และโครงการลงทุนใหม่ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และกำไรให้เพิ่มขึ้นช่วยผลักดันการเติบโตได้อย่างมั่นคง

สำหรับธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลรวมถึงการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ใช้คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency Mining) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 1/65 โดยเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

"ปัจจุบันภาพรวมของการดำเนินธุรกิจ เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยในปี 65 จะเห็นการเติบโตอย่างชัดเจน เพราะจะเป็นปีของการรับรู้ผลจากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา เช่น ธุรกิจโรงไฟฟ้าก็เติบโตไปได้ต่อเนื่อง ทยอยการรับรู้ตามกำลังการผลิตที่มีกว่า 60 เมกะวัตต์ และก็ยังมองหาการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าในกลุ่มประเทศ CLMVมากขึ้น โดยประเมินว่ายังมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ขณะที่มีตัวเร่งการเติบโต ในธุรกิจใหม่ประเภทสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการทำกำไรในระดับสูง จึงน่าจะช่วยผลักดันให้บริษัทฯเติบโต และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ "นายวิชญ์ กล่าว
อนึ่ง บริษัทฯ เข้าลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Understanding) กับ Asia Investment And Financial Services Sole Company Limited บริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (AIF) จัดตั้งและเข้าลงทุนในบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่ใช้คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency Mining) ในสปป.ลาว โดยบริษัทฯ และ AIF จะมีสัดส่วนการลงทุนฝ่ายละ 50% ซึ่งคาดว่าคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะลงทุนขั้นต้นด้วยวงเงิน 120 ล้านบาท

15
เป็นแฟนผีต้องอดทน! แมนยูล้มแผนดึงตัวซากาเรียอีกราย

จะเสริมทัพจริงมั้ย? แมนฯ ยูไนเต็ด ยุติการให้ความสนใจเซ็นสัญญากับ เดนิส ซากาเรีย มิดฟิลด์ทีม โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค อีกรายแล้วด้วยเหตุผลแมวมองของสโมสรไม่ประทับใจฝีเท้าของกองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์
    ซากาเรีย ตกเป็นที่ต้องการจากหลายทีมในยุโรปหลังสร้างผลงานได้ดีในสองเกมของศึกฟุต.ชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อช่วงซัมเมอร์ และที่สำคัญดาวเตะวัย 25 ปีประกาศไม่ต่อสัญญากับต้นสังกัดที่จะหมดลงหลังจบซีซั่นนี้ด้วยเนื่องจากต้องการย้ายสังกัด

    "เดนิส ซากาเรีย แจ้งกับสโมสรว่าต้องการย้ายทีมในซัมเมอร์นี้หลังจากเขาอยู่กับ กลัดบัค มาห้าปี" สิงห์หนุ่ม ทีมลูกหนังของ บุนเดสลีกา ระบุเมื่อไม่นาน

    ด้วยเหตุนี้ ซากาเรีย จึงมีค่าตัวที่ย่อยเยาซึ่งหลายสโมสรสามารถจ่ายได้ไหวเพื่อดึงเขามาร่วมทีมทันทีในเดือนนี้ แม้จะรอคว้าตัวฟรีได้ในช่วงซัมเมอร์

    ด้าน ผีแดง ถูกอ้างว่าเป็นอีกหนึ่งสโมสรที่หวังเซ็นสัญญากับ ซากาเรีย เช่นกันถึงขนาดมีข่าวว่าสโมสรยื่นข้อเสนอไปให้เอเยนต์นักเตะพิจารณาแล้วเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ดี เมื่อสัปดาห์ก่อน ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวชื่อดังยืนยันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ติดต่อขอซื้อดาวเตะทีม กลัดบัค กระทั่งล่าสุดเมื่อ 17 ม.ค. ดิ แอธเลติก ก็ร่วมผสมโรงว่า ผีแดง ยุติการให้ความสนใจในตัว ซากาเรีย แล้วเนื่องจากแมวมองของทีมไม่ปลื้มฝีเท้าของเป้าหมายรายนี้

    "เขาฟอร์มตกนับตั้งแต่เจ็บยาวในปี 2020 และ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมองไปที่เป้าหมายรายอื่นๆแทน" สื่อเจ้าดังกล่าวเผย

    นอกจาก ซากาเรีย แล้ว มิดฟิลด์ที่ถูกโยงว่าอยู่ในลิสต์ของกุนซือ ราล์ฟ รังนิก ประกอบไปด้วย อมาดู ไฮดาร่า ดาวดังทีม แอร์เบ ไลป์ซิก , จู๊ด เบลลิ่งแฮม สตาร์ทีม ดอร์ทมุนด์ และ ดีแคลน ไรซ์ กองกลางทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

Pages: [1] 2 3 ... 40